สสว. มีการสำรวจผู้ประกอบการ เกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีต่อธุรกิจ SME (ข้อมูลสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 28 มีนาคม 2569) มีประเด็นสำคัญดังนี้:
1. ผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจ
- ผู้ประกอบการ SME กว่า 96.7% ประเมินว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดย 56.6% ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงมาก
- ธุรกิจส่วนใหญ่ (80.0%) ประเมินว่าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่เกิน 6 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สะท้อนถึงภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินในระยะยาว
2. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ
- ด้านต้นทุน (47.1%): เป็นปัญหาหลักจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบนำเข้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทผันผวน
- ด้านกำลังซื้อ/ลูกค้า (26.2%): ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อ กำลังซื้อลดลง และมีการขอยกเลิกออเดอร์หรือผิดนัดชำระเงิน
- ด้านสภาพคล่อง/การเงิน (19.1%): ธุรกิจเผชิญปัญหาต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ยากขึ้น
- ด้านซัพพลายเชน/คู่ค้า (7.6%): มีปัญหาเรื่องการเรียกเก็บเงินและปัญหาการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาจากคู่ค้า
3. การปรับตัวและแนวทางการรับมือ
- แม้ SME 82.3% จะมีแผนปรับตัว แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นมาตรการเชิงตั้งรับ (Reactive) และยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างได้อย่างเพียงพอ
- 5 อันดับแนวทางการปรับตัว:
- ลดต้นทุนการดำเนินงาน (19.3%)
- ชะลอหรือยกเลิกการลงทุน (12.5%)
- ปรับกลุ่มลูกค้าหรือหาตลาดใหม่ (10.7%)
- ปรับราคาสินค้าหรือบริการ (9.9%)
- เปลี่ยนหรือกระจายแหล่งซัพพลายเออร์ (8.9%)
4. โครงสร้างความต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ
- ธุรกิจให้ความสำคัญกับมาตรการลดต้นทุน (44.0%) และการเสริมศักยภาพในการปรับตัว (42.0%) เป็นลำดับต้นๆ มากกว่ามาตรการด้านสภาพคล่อง (14.0%) ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนเป็นความท้าทายหลักในขณะนี้
ที่มา: สสว.










